“ฝ้า” และวิธีดูแลรักษาได้ง่ายๆ ไม่ต้องง้อคลีนิค

ฝ้า และวิธีดูแลรักษา

          ปัญหาบนใบหน้าที่ทำให้สาวๆ จิตตกหมดความมั่นใจ เพราะเกิดรอยด่างดำบนใบหน้า นั่นก็คือ ฝ้า นั่นเอง ฝ้าทำให้หน้าของเราเป็นรอยด่าง ไม่เนียน ไม่เรียบ แม้นจะไม่มีอันตรายใดๆ แต่จะรู้สึกหงุดหงิด ขัดใจเวลาที่ส่องกระจก ฝ้านั้นเกิดจากการที่สร้างเซลล์เม็ดสี เมลานิน บนผิวหนังมากผิดปกติ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สีผิวนั้นไม่สม่ำเสมอ โดยจะเป็นปื้นสีน้ำตาล หรือ ดำ ฝ้าคือศัตรูตัวร้าย ตัวฉกาจของแดด หากโดนแดดแรงมากๆ  จะเป็นปื้นดำขึ้นบริเวณโหนกแก้มทั้ง2ข้าง หน้าผาก หรือเหนือริมฝีปาก

สาเหตุการเกิดฝ้า มาจากอะไร?

  1. แสงแดด สาเหตุหลักส่วนนึงมาจากแสงแดดโดยตรง ซึ่งแสงแดดจะมีรังสีเรียกว่า รังสี UV-A เป็นคลื่นรังสีที่อยู่ในแสงแดด เมื่อแดดส่องโดนตรงที่บริเวณผิว จะทำให้ร่างกายเกิดการกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดสีเมลานิล
  2. กรรมพันธุ์ หากคนในครอบครัว มีประวัติการเป็นฝ้า ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์ได้ด้วย
  3. ฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนในร่างกายของเพศหญิง เรียกว่าฮอร์โมนเอสโทรเจน และ โพรเจสเทอโลน ทั้ง2 ตัวนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์ร่างกายสร้างเม็ดสีเมื่อโดนแดด ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นฝ้ามากถึง 90%
  4. การทานยาคุมกำเนิด ในตัวยาคุมกำเนิดมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิง 2 ตัว คือ เอสโทรเจน และ โพรเจสเทอโลน จึงเป็นสาเหตุเมื่อทานยาคุมแล้ว จึงมีโอกาสเป็นฝ้าได้สูงเมื่อเจอแดด
  5. เครื่องสำอาง เป็นผลที่เกิดจากการแพ้สารเคมี หรือสี หรือส่วนผสมที่ใช้แต่งกลิ่น ที่ประกอบอยู่ในเครื่องสำอางบางชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดฝ้าได้

ชนิดของฝ้า

  1. ฝ้าตื้น จะอยู่บริเวณชั้นหนังกำพร้า จะอยู่ระดับบริเวณผิวชั้นนอก เป็นสีน้ำตาลอ่อน มองเห็นได้ชัด เป็นฝ้าที่เกิดขึ้นง่ายที่สุดและในขณะเดียวกันก็หายง่ายที่สุด เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ หรือทายา ฝ้าตื้นก็จะหายไปเอง
  2. ฝ้าลึก จะอยู่ขึ้นผิวชั้นใน ผิวหนังแท้ ลักษณะเป็นสีเทาเป็นปื้นดำ หรือเป็นจุด เป็นการผิดปกติของเม็ดสีที่ผลิตออกมาปริมาณมาก การรักษาจะยากกว่าแบบตื้น
  3. ฝ้าแบบผสม เป็นการเกิดขึ้นรวมกันทั้งผิวหนังชั้นนอกและผิวชั้นใน เป็นการรวมของฝ้าตื้นและฝ้าลึก ซึ่งคนส่วนมากจะเป็นฝ้าในแบบผสมนี้

วิธีการรักษาฝ้า

1. ใช้ยา

         การรักษาส่วนใหญ่ใช้ยาเป็นหลักใหญ่ในการรักษา ซึ่งจะต้องดูลักษณะของฝ้า ก็มีทั้งยาทาและยารับประทาน การใช้ยาควรและจำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมและดูแลของแพทย์ เพราะอาจพบผลข้างเคียงเช่น หน้าลอก หรือ เกิดรอยคล้ำ

2. บำบัดด้วยธรรมชาติ

         เป็นทางเลือกที่ไม่พึ่งพาสารเคมี เป็นการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นการหาวัตถุดิบใกล้ตัวและไม่เป็นอันตรายและเป็นวิธีที่ง่าย เช่นการใช้มะนาวในการรักษาเพราะมะนาวมีวิตามินซีและกรดซีตริก ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ผิวหน้าของเรากระจ่างใส วิธีทำคือใช้น้ำมะนาวพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที แล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น และ การพอกหน้าด้วยหัวไชเท้า เพราะหัวไชเท้ามีสารโปรวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยให้ใบหน้าเนียนเรียบสวย และร่องรอยต่างๆจางลงได้ 

แนะนำให้ใช้อออร่ามีผิวสวยไร้สิว

ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ไกลฝ้า 

         หากผิวหน้าของสาวๆ ยังไร้ซึ่งฝ้าปื้นดำ เราก็สามารถป้องกันเอาไว้ก่อนที่จะเป็นขึ้นมา แล้วต้องมาตามแก้ไขปัญหาทีหลัง ด้วยหลากหลายวิธีซึ่งแต่ละวิธีเป็นเรื่องใกล้ตัวและทำได้ไม่ยากเลย เช่น

1. อยู่ให้ไกลแดด

         เนื่องจากแดดคือสาเหตุหลัก หรือเรียกได้ว่าเป็นสาเหตุต้นๆเลยก็ว่าได้ ประเทศไทยคือเมืองร้อนแดดจัด แดดที่มีส่วนโดยตรงสัมพันธ์กับผิวสาวนั้น จะเป็นแดดในช่วงเวลาที่เรียกว่า ไพร์มไทม์ของแดด คือเวลา 10.00 – 15.00 แดดเวลานี้เป็นผลร้ายโดยตรง เลี่ยงสัมผัสหรือถูกแดดในเวลานี้ หากไม่สามารถเลี่ยงได้ก็ควรมีเสื้อคลุม หมวก หรือร่ม และมีอีกสิ่งหนึ่งที่สาวๆไม่ควรที่จะลืมคือ ครีมกันแดด ควรจะมีเก็บไว้ในกระเป๋าและนำมาใช้ให้ติดเป็นนิสัย ครีมกันแดด นั้นหาซื้อได้ในร้านสะดวกซื้อมีให้เลือกมากมายหลายชนิด เลือกที่มี SPF30 ขึ้นไป และควรเลือกที่เขียนว่ากันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB หากต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทาซ้ำถี่ ทุก 2 ชั่วโมง ก็จะช่วยปกป้องผิวได้มากเลยทีเดียว

2. กินผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี

         เพราะคุณสมบัติของวิตามินซีจะช่วยทำให้ร่างกายของเราเกิดการผลัดเซลล์ผิวได้ดี ทำให้ผิวมีความกระจ่าง สวยใส และยังสัมพันธ์ไปถึงกระตุ้นให้ร่างกายสังเคราะห์สารชนิดหนึ่งเรียกว่าคอลลาเจน สารสังเคราะห์ตัวนี้มีผลดีต่อผิวพรรณ ทำให้ผิวเนียนเรียบขึ้นด้วย ทั้งนี้ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ บล็อกโคลี่ มะเขือเทศ มะละกอ แตงโม กีวี ฝรั่ง ส้ม สตอร์เบอรี่ เป็นต้น

3.หลีกเลี่ยงการรับประทานยาคุมกำเนิด

         ทั้งนี้เนื่องจากยาคุมกำเนิดนั้นมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโทรเจน และ โพรเจสเทอโรน ซึ่งฮอร์โมนทั้ง2ชนิดนี้เป็นตัวกระตุ้นโดยตรง หรือหากมีความจำเป็นต้องกินก็ควรเลือกหายาคุมแบบฮอร์โมนต่ำ หรืออาจมีแค่เพียงโพรเจสเทอโรนเพียงตัวเดียว และคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวหน้าหลังเริ่มรับประทานยาคุม หากผิวหน้ามีสีคล้ำควรหยุดยา และเปลี่ยนการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น